2. Astacoidea(สาย P) :เป็นวงศใหญ่ที่มีถิ่นกำเนิดทาง ของทวีปอเมริกาเหนือและทวีปยุโรป มีกว่า 440 สปีชีส์
 
    มีวงศ์ย่อยอีกสองวงศ์คือ 1.1 Astacidae และ 1.2 Cambaridae ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเฉพาะ วงศ์ Cambaridae ซึ่งเป็นที่นิยมในบ้านเราคือ 1.2.1 Procambarus  และ 1.2.2 Cambarus
 
 
 
1.2.1 Procambarus : ซึ่งเป็นที่มาของการเรียกว่า สาย P  เครย์ฟิชสายนี้ในบ้านเราจะนำเข้ามาจากประเทศฮ่องกง  ซึ่งเป็นผู้ส่งเครย์ฟิชหลักเข้ามาในบ้านเรา และ Procambarus clarkii  ซึ่งเป็นที่นิยมในบ้านเราเป็นอย่างมาก และในบ้านเราสามารถเพราะเองได้แล้วในบางสายพันธุ์ เช่น โกสต์ , เคลียร์ ซึ่งกำลังเป็นกรแสแรงมากในขณะนี้(ปี 2016)    Procambarus clarkii ราคาสามารถจับต้องได้  ปัจจุบัน มีราคาตั้งแต่หลักสิบ ถึง  6 -7 พันบาท ขึ้นกับผลผลิตในท้องตลาด , ขนาด , และลวดลาย 
 
 
 
 
 
Procambarus allenii(Florida Lobster)
     ก่อนหน้านี้ allenii ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่เนื่องด้วยตามท้องตลาดมีผลผลิตออกมาเยอะ จึงทำให้ความนิยม ลดลง แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นเครย์ฟิชที่มีความสวยงามอยู่ในตัว และสีที่สวยงามไม่แพ้สายพันธุ์อื่นเช่นกัน
      
      มีถิ่นกำเนิด ในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่รัฐฟลอริดา ที่พบตามแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีสีน้ำตาล และในบางครั้งพบจุดสีเข้มด้านบนของลำตัว  และมีจุดจางๆในส่วนล่าง มีหนามบนก้ามจุดออกสีเหลือง มีก้ามออกสีฟ้า  ในบ้านเราถ้าเลี้ยงในตู้จะมีสีสันที่สวยคือ จะออกเป็นสีฟ้าทั้งตัวได้อย่างสวยงาม  
 
     มีขนาดเมื่อโตเต็มวัยเพศผู้มีขนาด 2.3"  และขนาด  2.75" ในเพศเมีย  อาศัยในแหล่งที่มีที่ค่า ph ที่แตกต่างกันได้ดี สามารถทนต่อสภาพน้ำ และปรับตัวได้เป็นอย่างดี  พบได้ยากตามแหล่งน้ำธรรมชาติ  และสามารถผสมพันธุ์ได้ง่าย  มีอุปนิสัย เป็นสัตว์ที่กินไม่เลือก และกินพืชในตู้เลี้ยง  ควรมีสถานะที่ในการเลี้ยงที่เพียงพอ  ตามแหล่งน้ำธรรมจะเป็นสีน้ำตาล  และจะเริ่มมีสีน้ำเงินอ่อนๆ ในลูกรุ่น F1
อาศัยในอุณหภูมิที่  20- 27 C   และจะขุดรูเมื่อระดับน้ำลดลง 
จำนวนของไข่ที่ได้ประมาณ 100- 150 ฟอง ขึ้นกับขนาดของตัวเมีย  และสามารถให้ไข่ได้ถึง 300 ฟองในเพศเมียที่โตเต็มวัย
 
 
 
 
 
 
Procambarus acanthophorus
      มีถื่นกำเนิด ประเทศเม็กซิโก ขนาดเมื่อโตเต็มวัย มีขนาดประมาณ 10cm และกุ้งชนิดนี้จะมีขนที่ก้าม   เครย์ฟิช 1 คู่ ควรเลี้ยงด้วยตู้ที่มีขนาดตั้งแต่ 24 นิ้วขึ้นไป  ควรหาที่หลบซ่อน ให้กุ้งเครย์ฟิช เพื่อช่วยเป็นที่หลบซ่อนในขณะที่ ลอกคราบ  และสายพันธุ์นี้ไม่ทนต่อสภาพน้ำที่สกปรกสักเท่าไหร่   มีอุปนิสัย เช่นเดียวกับ Procambarus allenii   การดูเพศตามปกติ (ตัวเมียจะมีก้ามยาวกว่า มีหางที่กว้าง , และจะมี จีโนพอตส์ ที่ตัวผู้)  และ พบได้ยาก ตามแหล่งธรรมชาติ
 
 
 
 
 
Procambarus clarkii 
      Clarkii  สามารถพบได้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เม็กซิโก และยังได้มีการนำไปเลี้ยงที่ฮาวาย และประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
ซึ่งหลายๆครั้ง clarkii  ตัวที่มีสีแดง ในบ้านเราจะเรียกว่า  "เรดเจแปน"   เครย์ฟิชย์สายพันธุ์นี้ถือได้ว่าเป็นกุ้งสายพี ที่มีการเลี้ยงเยอะมากที่สุดในไทย
       เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพน้ำ อากาศ อุณหภูมิในบ้านเราได้เป็นอย่างดี  ซึ่งก็มีขายตามท้องตลาดทั่วไปในบ้านเราเรียกว่า "กุ้งสี" หรือ "กุ้งสายพี"   ซึ่งมีทั้งสีฟ้า จะเรียกว่า บลูสพ็อต   สีขาวเรียกว่า  สไนว์   สีส้ม เรียกว่า ไบร์สออเร้นท์  เรียกไปตามสี  ซึ่งในแต่ละสีสามารถผสมพันธุ์กันได้  ซึ่งก็จะให้สีที่แตกต่างกันออกไป  ในบางครั้งอาจมีสี  ส้มอ่อนๆ  เรียกว่า สีพรีช แต่สีนี้หาได้ยาก  สายพันธุ์นี้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะเริ่ม  เนื่องจากเลี้ยงง่าย  ราคาไม่แพงมีขายตามท้องตลาดในราคา หลักสิบ
 
 
 
(ขออนุญาตเจ้าของภาพ เครย์ฟิชสวยๆภาพนี้ด้วยนะครับ)
 
Procambarus clarkii Ghost
      ลักษณะ อุปนิสัย ทางพันธุกรรม เหมือน clarkii ทั่วไป  แต่มีสีที่แตกต่างและสวยกว่าสายพีธรรมดา  clarkii Ghost เป็นเครย์ฟิชที่ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  แต่เกิดจากการ บรีดดิ่ง จนให้สีนิ่ง  โดยมนุษย์เรานี่แหละ  สายพันธุ์นี้ได้นำเข้าจากประเทศฮ่องกง    ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มาแรงที่สุดในช่วงนี้ (ต้นปี 2016)  บางคู่สีสวยๆรายสวยๆ ก้ามโตๆ มีราคาตั้งแต่คู่ละ 3-4 พัน  ไปจนถึงหลักหมื่นกันเลยทีเดียว ลูกลงเดินราคากลางๆ  อยู่ราวๆ  7-8 ร้อยบาทในตอนนี้
 
 
 
 
 
 
 (ขออนุญาตเจ้าของภาพ เครย์ฟิชสวยๆภาพนี้ด้วยนะครับ)
 
Procambarus Clarkii Clear
       Clarkii Clear ก็เกิดจากการบรีดดิ่ง เช่นเดียวกับโกสต์ เช่นกัน  ซึ่งก็นำเข้าจากประเทศฮ่องกง  และก็เป็นกระแส ที่แรงไม่แพ้โกสต์ เช่นกัน  สองสายพันธุ์นี้ ถือได้ว่ามีกระแส แรงคู่มากันในขณะนี้เลยทีเดียว   แต่ในเคลียร์นั้นจะมีผลผลิต  ได้น้อยกว่าโกสต์  ในเวลานี้  ลักษณะเด่นๆ ของเคลียร์เลยก็คือ จะมีแก้ม , ลำตัว และหางจะมีสีอ่อน  ออกไปทางสีขาว   (ขาและหนวดสีจะอ่อนเหมือนสีของลำตัว)
 
 
 
 
 
(ขออนุญาตเจ้าของภาพ เครย์ฟิชสวยๆภาพนี้ด้วยนะครับ)
 
 Procambarus Clarkii Orange Ghost (โกสต์ส้ม)
 
      สายพันธุ์นี้ก็ไม่มีในธรรมชาติ  และก็ไม่ได้นำเข้ามาแต่อย่างใด  หากแต่ด้วยความสามารถของคนไทย  ซึ่งนำ Clarkii Ghost  มาผสม จนได้ลักษณะของโกสต์ ที่มีสีส้ม บนลำตัว  ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง  ที่สามารถทำให้มีสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้นในบ้านเรา  จนประเทศอย่างฮ่องกงที่เป็นผู้ส่งเครย์ฟิช เข้ามาขายในไทย  ยังต้องนำ โกสต์ส้ม ที่เกิดจากฝีมือคนไทย ไปขายในประเทศตนเช่นกัน  แต่เนื่องด้วยกระแสโกสต์ในขณะนี้มาแรง จนทำให้กระแสของโกสส้ม  ถดถ่อยลง เป็นอย่างมาก  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โกสส้ม ยังคงมีความสวยงาม อยู่ในตัว ที่หาไม่ได้ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่นกัน
 
 
 
 
 
 
Procambarus Clarkii Red (Red swamp, Red japan)
 
        เครยฟิชสายพันธุ์นี้ในบ้านเราเรียกว่า  "เรดเจแปน" มีสีแดงเข้ม  ได้นำเข้ามาเลี้ยงในไทยได้นานมากแล้ว   ซึ่งก็มีขายทั่วไปตามท้องตลาด ราคาไม่แพง เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเนื่องจาก  ผสมพันธุ์ และเลี้ยงง่าย 
        กุ้งแดง หรือ กุ้งญี่ปุ่น (อังกฤษ: Red swamp crawfish, Louisiana crayfish) เป็นกุ้งน้ำจืดจำพวกเครย์ฟิชชนิดหนึ่ง มีรูปร่างบึกบึน ก้ามใหญ่โตแข็งแรง มีหนามเป็นตุ่มทั้งที่ก้ามทั้ง 2 ข้าง และบริเวณส่วนหัว มีขนาดยาวเต็มที่ได้ถึง 5.5–12 เซนติเมตร (2.2–4.7 นิ้ว) น้ำหนัก 50 กรัม เป็นกุ้งน้ำจืดที่กระจายพันธุ์อยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ของรัฐลุยเซียนา ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา
 
        มีสีดั้งเดิมเป็นสีแดงเข้มทั้งตัว ใต้ท้องจะเป็นสีเหลืองอ่อน เดิมใช้เป็นกุ้งเพื่อการบริโภคในท้องถิ่น และได้รับความนิยมแพร่หลายออกไปในหลายพื้นที่ รวมถึงนอกสหรัฐอเมริกา  จนกลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในฐานะที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น ประเทศญี่ปุ่น และเป็นที่นิยมในการเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้ปลา ซึ่งมีการเพาะเลี้ยงกันมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปีแล้ว โดยการขยายพันธุ์ทำได้ง่าย กุ้งจะเริ่มผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่มีขนาด 2 นิ้วขึ้นไป แต่ละครั้งจะวางไข่ได้ 300 ฟอง โดยตัวเมียจะใช้เวลาฟักไข่จนออกเป็นตัวประมาณ 30 วัน ลูกกุ้งวัยอ่อนมีขนาดประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งในปัจจุบันได้มีการกลายพันธุ์ออกเป็นกุ้งสีสันต่าง ๆ สวยงามกว่าสีดั้งเดิมในธรรมชาติ เช่น สีฟ้า, สีส้มสด, สีขาวปลอด โดยมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันออกไปในเชิงการค้า  (แหล่งที่มา: th.wikipedia.org)
 
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus Clarkii Orange (Bright Orange)
          เครย์ฟิชชนิดนี้ ไบรส์ ออเร้นท์ ก็จะมีสีที่แตกต่างกันกับ เรดเจแปน คือ มีสีส้มเข้ม สว่าง สายพันธุ์ไหนสวยกว่ากัน ก็แล้วแต่คนชอบครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus Clarkii White (Snow)
       เครย์ฟิชสีขาว  หรือในบ้านเราเรียกว่า  สไนว์  ก็เป็นอีกสายพันธุ์ที่ได้นำเข้ามาเลี้ยงในไทย นานพอสมควรเช่นกัน  ลำตัวจะมีสีขาว  บ้างก็สีขาวนวล  
 
 
 ในปัจจุบัน  เครย์ฟิชสีที่ได้กล่าวมานั้น(Snow , Red japan , Bright Orange)  ก็สามารถผสมข้ามสีกันได้  เนื่องจากอยู่ในตระกูล Clarkii เหมือนกัน  จะเห็นได้ว่า ตามท้องตลาดทั่วไปจะมีขายกันหลากหลายสีรวมกัน  ในบางตัวก็อาจมีลักษณะสีที่ต่างจากสีที่กล่าวมานี้  เนื่องมาจากการผสมข้ามสีกัน  จนทำให้เกิดสีใหม่นั่นเอง
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus cubensis
 
      มีถิ่นกำเนิดที่ประเทศ คิวบา เมื่อโตเต็มวัยจะมีขนาดประมาณ 10cm  เป็นเครย์ฟิชชนิดแรกที่นำมาเลี้ยงในตู้เลี้ยงสวยงามที่ประเทศเยรมัน ตะวันออก ในปี ค.ศ. 1980    เครย์ฟิช 1 คู่ ควรเลี้ยงด้วยตู้ที่มีขนาดตั้งแต่ 24 หรือ 36 นิ้วขึ้นไป มีนิสัยที่ก้าวร้าว กินทุกอย่างที่มันคิดว่ากินได้ และถ้ามีพื้นที่ไม่เพียงพอจะกินกันเองในระหว่างที่ลอกคราบ สามารถทนต่อสภาพน้ำ และปรับตัวได้เป็นอย่างดี  และเริ่มพบได้ยากตามแหล่งน้ำธรรมชาติ  (ตัวเมียจะมีก้ามยาวกว่า มีหางที่กว้าง , และจะมี จีโนพอตส์ ที่ตัวผู้)  
 
 
 
 
 
Procambarus enoplosternum
 
       มีถื่นกำเนิดที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา  มีขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 7cm   ควรเลี้ยงด้วยตู้ที่มีขนาดตั้งแต่ 24 หรือ 36 นิ้วขึ้นไป อาศัยในแหล่งน้ำที่มีที่ค่า ph ที่พิสัยกว้างได้  สายพันธุ์นี้พบในแหล่งน้ำที่มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีค่า PH ตั้งแต่ 7 ขึ้นไป  อย่างไรก็ตามสายพันธุ์นี้จะไม่ค่อยทนสภาพน้ำที่สกปรก สักเท่าไหร่ใช้เนื้อที่ในการหากินไม่มากนัก สายพันธุ์นี้ยังมีการถูกรุกรานไม่มากนัก  และสามารถกระจายพันธุ์ได้มากกว่า allenii clarkii  และ acutus
      เป็นกุ้งที่สามารถผสมพันธุ์ได้ไว ขนาดที่เคยพบในเพศเมีย สามารถผสมพันธุ์ได้ในขนาดเพียง 4 cm แต่ให้ไข่เพียงแค่ 10 ฟอง  และจะสามารถให้ไข่ได้เพิ่มมากขึ้นตามขนาดของเพศเมีย มากสุดราวๆประมาณ 80 ฟอง
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus fallax (Marble Crayfish, Marmor Krebse)
       ถิ่นกำเนิดอาศัยในแม่น้ำ สติลน่า ในประเทศจอร์เจียและ ฟลอริด้า  แต่พบครั้งแรกที่ตลาดซื้อขายปลาที่เยรมัน และเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า "มาโมเครบส์"  ขนาดเมื่อโตเต็มที่ประมาณ 8cm ซึ่ง มาโมเครบส์  นี้เป็นกุ้งที่สามารถขยายพันธุ์เอง โดยที่ไม่ต้องอาศัยตัวผู้  จะใช้วิธีโคลนนิ่งตัวเอง คือไข่เองโดยที่ไม่ต้องมีตัวผู้  เลี้ยงได้ง่ายแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว  ซึ่งทำให้ราคาในท้องตลาดไม่สูงมากนัก  อาศัยในแหล่งน้ำที่มีที่ค่า pH ที่แตกต่างได้ในระดับหนึ่ง  สามารถทนต่อสภาพน้ำ และปรับตัวได้ค่อนข้างดี  แล้วสามารถผสมพันธุ์ได้ในตู้เลี้ยงได้ไม่ยากนัก  เป็นสัตว์ที่กินได้ไม่เลือก
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus pubescens(BRUSHNOSE CRAYFISH)
 
      สายพันธุ์นี้มีสีดำ น้ำตาลบนเปลือกหลัง และมีจุดเป็นสีครีม และมีแถบสีอ่อนบนลำตัว  หน้าท้องมีสีน้ำตาลแดง  และก้ามที่มีสำน้ำตาลเข้ม ขนาดเมื่อโตเต็มวัยอยู่ที่  3.2 นิ้ว สามารถกินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ตัวอ่อนแมลง ปลาดขนาดเล็ก ซากสัตว์ 
ถิ่นอาศัย: พบได้ในแม่น้ำ โอคอนนี ในรัฐจอร์เจีย และทางตอนใต้ของ โคโรไลน่า  
การผสมพันธุ์ : วัยที่สามารถผสมพันธุ์ได้ โดยเพศผู้จะมีขนาด 1.8 นิ้ว และ เพศเมียมีขนาด 2 นิ้ว ใช้เวลาในการฟักไข่เป็นตัว 30 วัน  สายพันธุ์นี้ถือว่ารับได้การอนุรักษ์ในประทศ จอรเจียร์
 
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus spiculifer(WHITE TUBERCLED CRAYFISH)
      เครย์ฟิชชนิดนี้สามรถพบได้ในแม่น้ำวานนาห์ ในตอนใต้ของแคโรไลนา เป็นสายพันธุ์ที่ค้นพบมากที่สุดในประเทศจอร์เจีย   ลักษณะโดยรวมจะมีสีน้ำตาล สีฟ้า และจะมีมาร์คสีดำ และมีก้ามสีเข้ม ในตัวผู้จะมีก้ามที่โตกว่าเพศเมีย มีจุดสีแดง หรือม่วงตามขอบของลำตัว  Tubercled Crayfish 
ขนาด: มีขนาดได้มากกว่า 4 นิ้ว
แหล่งอาศัย: มักอาศัยตามโขดหินใต้พื้นน้ำ  สามารถกินได้ทุกอย่าง ตัวอ่อนแมลง สัตว์น้ำขนาดเล็ก รวมถึงปลาตัวเล็กๆด้วย  
จำนวนไข่: จำนวนไข่ของเพศเมียนั้นประมาณ 22 ถึง 363 ฟอง สามารถปรับตัวได้กับค่า pH ที่แตกต่างกันได้ดี 
อุปนิสัย: สายพันธุ์นี้จะไม่ทนต่อสภาพน้ำคุณภาพต่ำ  มีพฤติกรรมที่ขี้อาย ค่อนข้างรักความสงบ
อายุ : จะโตเต็มวัยได้เมื่ออายุ 1 ปีและอาจมีอายุได้ถึง 3 ปี
 
 
 
 
 
 
Procambarus toltecae 
      สายพันธุ์นี้เป็นเครย์ฟิชที่มีสีสวยจัดจ้าน ตามธรรมชาติ  ซึ่งแตกต่างจากเครย์ฟิชสายพันธุ์อื่นที่ในหลายๆ ครั้งจะต้องนำมาเลี้ยงในตู้ให้อาหารจึงจะสีที่สวยงาม ไม่ทนต่อน้ำที่มีค่า pH ที่สูงหรือต่ำจนเกินไป  ไม่ควรเลี้ยงในน้ำที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7   ไม่ค่อยทนต่อน้ำคุณภาพต่ำได้ดีเหมือนกัน alleni ,clarkii หรือ acutus    เพศผู้จะมีก้ามยาวกว่าเพศเมีย  และเพศเมียจะมีปลายหางที่แผ่กว้างกว่าเพศผู้  และในจะมีสีสันที่โดดเด่นในเพศผู้  พบได้ยากมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ
ถิ่นกำเนิด:  พบได้ในประเทศ เม็กซิโก
ขนาด:  เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดประมาณ 3.2 นิ้ว
ปริมาณไข่:  ตัวเมียจะออกไข่ประมาณ 50 ฟองซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 2 mm ซึ่งไข่จะมีขนาดใหญ่กว่า  clarkii  เล็กน้อย  จะฟักไข่เมื่อสัปดาห์ที่ 4  และลูกจะเริ่มมีสีสันเมื่อเข้าวัยเจริญพันธุ์  
 
 
 
 
 
 
Procambarus vasquezae
 
      มีถิ่นกำเนิดในประเทศ เม็กซิโก  มีขนาดประมาณ 6 cm  สายพันธุ์ที่รักสงบ นิสัยไม่ค่อยก้าวร้าว เป็นมิตรต่อไม้น้ำในตู้ ซึ่งไม่ค่อยทำลายไม้น้ำอย่างเช่นสายพันธุ์อื่น 
การเลี้ยงดูควรดูแลเรื่องคุณภาพน้ำ สายพันธุ์นี้ต้องการคุณภาพน้ำที่ดีกว่าสายพันธุ์อื่น เพศผู้จะมีก้ามและ จีโนพอร์ต ที่ยาว  และจะมีหางที่แผ่กว้างในเพศเมีย  และมีไข่ขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของลำตัว  อาศัยในค่า pH ประมาณ  6.5- 8.5
 
 
 
 
 
 
Procambarus versutus
      มีถิ่นกำเนิดในประเทศสหรัฐอเมริกา สายพันธุ์นี้ทนต่อสภาพน้ำได้ดี  รักสงบมีนิสัยไม่ค่อยก้าวร้าว  สามารถเลี้ยงรวมกันหลายตัวได้  แต่ต้องอยู่ในจำนวนที่เหมาะสมกับขนาดของตู้  สามารถปลูกไม้น้ำในตู้ที่เลี้ยงได้  เพศผู้จะมีก้ามและ จีโนพอร์ต ที่ยาว  และจะมีหางที่แผ่กว้างในเพศเมีย หาพบได้ยากตามแหล่งน้ำธรรมชาติ การลอกคราบในแต่ละครั้งอาจมีสีน้ำตาล หรือสีฟ้า ตามแต่อาหารที่ได้รับ
ขนาด: เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดประมาณ 7cm 
 
 
 
 
 
 
 
 
Procambarus milleri( Miami Cave Crayfish)
 
      ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือมีสีตามลำตัวเป็นสีเหลือง ส้ม  รวมถึงตัวอ่อนที่กำลังโตด้วยเช่นกัน    จะแตกต่างจาก P. alleni ที่ตัวผู้นั้นจะมีก้ามที่ยาวกว่าก้ามของตัวเมีย  , P. milleri เพศผู้ และเพศเมียจะมีขนาดของก้ามเท่ากัน  ในต่างประเทศเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก  เนื่องจากสีที่สวยเมื่อเลี้ยงไว้ในตู้ที่มีพื้นกรวดสีดำ และแสงนีออนส่อง แบบอ่อนๆ 
ถิ่นกำเนิด :   ไมอามี่ , ฟรอลิด้า
ขนาดเมื่อโตเต็มวัย :  มีขนาดประมาณ 3 นิ้ว
การเลี้ยงดู : ควรเลี้ยงในน้ำที่มีค่าเป็นด่างอ่อนๆ เป็นสายพันธุ์ที่มีนิสัยไม่ค่อยก้าวร้าว  ถึงแม้จะเลี้ยงรวมกันเป็นจำนวนมาก
อุณหภูมิ ระว่าง 20c - 30 c
การผสมพันธุ์: สามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี  และเพศเมียแรกเริ่มจะออกไข่ประมาณ 100 ฟอง(ขึ้นกับขนาดของเพศเมีย) ไข่จะมีลักษณะเป็นสีดำและมีขนาดใหญ่  เครย์ฟิชสายพันธุ์นี้สามารถเลี้ยงลูกรวมกับพ่อแม่ได้  แต่ไม่ควรเลี้ยงปลารวม  เนื่องจากอาจจะกินลูกเครย์ฟิชเหล่านี้ได้
 
 
 
 
 
 
 
 Procambarus (Seepage Crayfish)
สามารถพบเห็นได้ใน  ลีออน, คูล่า และรัฐฟลอริด้า  สายพันธุ์นี้ยังคงไม่มีข้อมูลมากนัก และได้มีการอนุรักษ์ในประเทศสหรัฐอเมริกา
 
 
 
 
กุ้งเครย์ฟิชสายซี
 
 
1. Parastacoidae(สาย C) : เครย์ฟิชสกุลนี้ สามารถพบได้ในประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ทวีปอเมริกาใต้ และประเทศมาดากาสการ์ ทวีปแอฟริกา มี 16 สกุล 179 สปีชีส์   ในบ้านเรานั้นจะรู้จักในวงศ์ตระกูล Cherex ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า สาย C  ก้ามเรียบ ก้ามโต ตัวใหญ่ได้ถึง 30 ซม.  วัยเจริญพันธุ์ประมาณเข้าเดือนที่ 5-6   หรือกุ้งมีขนาด 3-4 นิ้ว  สายพันธุ์นี้หลังจากผสมพันธุ์ สามารถขับไข่ได้ภายใน 1 ชม.  สายซี ในบ้านเราส่วนใหญ่จะนำเข้าจาก ประเทศอินโดนีเซีย
 


 
1. Cherax destructor (Destructor,  Albidus, Blue Pearl)
 
 
 
Cherax destructor(เดสทรัคเตอร์)
 
       C. Destructor มีถิ่นกำเนิดในประเทศออสเตรเลีย เมื่อสอง สามปีก่อนเป็นกุ้งที่มีความนิยมมากในบ้านเรา ภาษาท้องถิ่นในออสเตรเลียเรียกว่า "Yabby"  บ้านเราเรียกสั่นๆ ว่า "เดส"  Destructor  มาจากคำว่า "Destroyer"  แปลว่า ผู้ทำลาย   นิสัยและพฤติกรรม ค่อนข้างก้าวร้าว กว่าสายพันธุ์อื่น  มีลักษณะของก้ามที่บึกบึน กลมใหญ่ ดูแข็งแรง  ลักษณะของลำตัวจะสั้นเมื่อเทียบกับก้าม ข้อก้ามจะมีสีส้มแดง  สามารถมีได้หลายสีเช่น  สีฟ้า  สีน้ำตาล  สีน้ำเงินเข้ม  สีดำ  สีเขียวแกมน้ำตาล   ตามแต่สภาพแวดล้อม อุณหภูมิของน้ำ และอาหารที่ได้รับ  ในปัจจุบันก็มีการเพาะกันได้อย่างแพร่หลาย เลี้ยงได้ไม่ยาก  ทนต่อสภาพแวดล้อม  สามารถเพาะได้ง่าย  เลี้ยงในน้ำอุณหภูมิปกติได้  ในบางรายทำบ่อเลี้ยงเหมือนกับก้ามแดง  กันเลยทีเดียว เนื่องจากมีราคาที่ไม่สูงมากนัก สามารถเลี้ยงในปริมาณมากได้เช่นเดียวกับก้ามแดง
 
 
 
 
 
 
Cherax destructor  Albidus(อบิดัส) 
 
       C.Albidus บ้านเราเรียกสั้นๆว่า อบิดัส  ตามหลักวิทยาศาสตร์  ถือว่าเป็น sub species ของ เดสทรัคเตอร์นั่นเอง ซึ่งได้นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเราได้หลายปีแล้ว ก็มีเพาะสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ปัจจุบันก็ได้มีการนำเข้ามาเรื่อยๆ   มีทรงก้ามที่เรียวกว่า  ก้ามเล็กกว่า เดสทรัคเตอร์  หัวจะเรียวกว่าเดส เมื่อมองจากด้านบน  ก้ามด้านในจะมีขน คล้ายกำมะหยี่ ข้อก้ามมีสีขาว  สามารถมีได้หลายสีเช่นกัน เช่น  น้ำตาล  เขียวอมน้ำตาล  สีน้ำเงิน   ฟ้า  (ถ้ามีสีฟ้า  ก็จะมีสีเช่นเดียวกับบลูเพิลเลย) 
 
 
 
 
 
 
 
Blue Pearl (บลูเพิล)
 
       บลูเพิลก็คือ Cherax destructor  Albidus ที่มีสีฟ้านั่นเอง คือมีสีที่นิ่งคือสีฟ้า ไม่เปลี่ยนเป็นสีอื่น (แต่ไม่ได้หมายความว่า อบิดัส ที่มีสีฟ้าจะเรียกว่า บลูเพิล ได้นะครับ เพราะยังสามารถเปลี่ยนเป็นสีต่างๆได้) อาจจะมีสีอ่อน สีเข้ม ตามแต่สภาพในการเลี้ยง  ลักษณะของบลูเพิล  ข้อก้ามจะเรียวและยาวกว่าเดส  มีสีจุดขาว หรือสีอื่นตามข้างลำตัว  มีข้อก้ามสีขาว สีเทา หรือสีอมชมพูอ่อน บลูเพิลหรืออบิดัส ควรเลี้ยงในน้ำเย็นที่ประมาณ 18 - 24 C
 
       ในหลายๆ ครั้งก็ยังมีการถกเถียงกันในเรื่องของ สายพันธุ์ว่า  "อบิดัส ก็คือ พลูเพิล"  "บลูเพิลก็คือ อบิดัส"    หากเคยเรียนวิชาชีวะก็จะเป็นเรื่องของ ยีนเด่น ยีนด้อย   นั่นเอง  บลูเพิลก็คือยีนด้อยที่ได้มาจาก อบิดัส  แล้วได้นำเอายีนด้อยนี้มาผสม ย้ำหลายๆครั้ง จนสีนิ่ง (ได้โทนสีฟ้า) จึงเรียกว่า  บลูเพิล
 
สรุปคือ   บลูเพิล  คือ เครย์ฟิชสายพันธุ์ C.Albidus  ที่มีลักษณะของยีนที่ให้สีฟ้าได้คงที่  คือไม่เปลี่ยนไปเป็นสีอื่น นั่นเอง
 
 ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นกุ้งที่ได้รับความนิยมมามานานแล้ว ราคาสายพันธุ์นี้ก็จะคงตัว  กระแสไม่ตก  เนื่องจากยังสามารถเพราะได้น้อยมากในบ้านเรา ซึ่งก็เป็นที่น่าสนใจ สำหรับคนเลี้ยงกุ้งหลายๆคนได้เป็นอย่างดี    
 
 
 
 
 
 
2. Cherax quadricarinatus (Red Claw, Blue Lobster, Rainbow)
 
       บลูล็อบเตอร์  หรือกุ้งก้ามแดง ถือว่าเป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา และเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังมาแรงในขณะนี้  และเป็นกุ้งเครย์ฟิชที่นำเข้าจากออสเตเลีย เป็นชนิดแรกในบ้านเรา  ปัจจุบันได้มีการเพาะเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายทุกพื้นที่ของไทย และเป็นสายพันธุ์ที่ทนต่อสภาพอากาศได้เป็นอย่างดี  บลูล็อบเตอร์เป็นสายพันธุ์ที่เหมาะสำผู้เริ่มต้นเลี้ยงเครย์ฟิช  เลี้ยงง่าย  และจะมีสีแดงตรงปลายก้ามด้านนอกของเพศผู้  จึงเป็นที่มาของกุ้งก้ามแดง  
 
 
การเลี้ยงดู :  ถ้าเลี้ยงในบ่อดิน จะมีสีออกสีเขียวสนิม    และจะมีสีฟ้าเข้มสวย เมื่อเลี้ยงในตู้  ทั้งนี้ขึ้นกับอาหารที่ให้ด้วยเช่นกัน   หากต้องการให้มีสวยฟ้าเข้มควรเลี้ยงในตู้ในอาหารเม็ด อาหารสด  งดสาหร่าย ซึ่งมีสารกระตุ้นการสร้างเม็ดสี  
 
ขนาด: เมื่อโตเต็มวัย อยู่ที่  8.5" - 12"  เมื่อเลี้ยงในบ่อธรรมชาติจะมีขนาดโตกว่าเลี้ยงในตู้
 
อุณหภูมิ : ที่ใช้เลี้ยงอยู่ที่ 22c - 32c  ซึ่งเหมาะสมในสภาพอากาสในบ้านเรา และจะตายเมื่อมีอุณหภูมิต่ำถึง 13C   แต่ถ้ามีอุณหภูมิที่สูงมากไปก็จะมีผลต่อการผสสมพันธุ์ได้เช่นกัน
 
 การผสมพันธุ์:  สามารถผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่  ประมาณ 3.5- 4" ขึ้นไป  หรืออายุประมาณ 5-6 เดือน   สามารถให้ไข่ได้มากถึง  500-1500 ฟอง ขึ้นกับขนาด, อายุ และความสมบูรณ์ของเพศเมีย  และจะใช้เวลาในการฟักไข่ประมาณ 45 วันตัวอ่อนถึงฟักเป็นตัว
 
 
 
 
 
3. Cherax holthuisi (Apricot, Black Orange Tip , Black Orange Tail)
 
      C.holthuisi ซึ่งถือได้ว่าเป็นสปีชีส์ใหม่  ของกุ้งเครย์ฟิช  ซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย อาศัยอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ     22-28C   ค่า pH 6.5-7.5   
 
สายพันธุ์ตามวิทยาศาสตร์สามารถแยกได้ 2 สายพันธุ์คือ C. holthuisi Apricot  และ C. holthuisi Orange Tail(Black Orange Tip)
 
 
 
Apricot(แอปพลิคอต) 
 
    Apricot  มีถิ่นกำเนิดใน นิวกีนี อีเรียนจาญ่า ในประเทศอินโดนีเซีย  มีดวงตาขนาดเล็ก ทรงก้ามสวยงาม มีสีส้มโอรสที่สวยงาม เป็นสายพันธุ์ที่รักสงบ ชอบหลบซ่อน  และพบได้ยากในธรรมชาติ สามารถเปลี่ยนได้หลายสี เช่น สีฟ้า สีออกชมพู  ในบางครั้งมีสีเหลือง   ในช่วงกลางปี 2555 เป็นที่นิยมในบ้านเรามาก  ซึ่งก็สามารถเพาะกันได้บ้างที่ F1 - F2   แต่ก็ได้เงียบหายไป  ก็ยังถือได้ว่ายังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะในบ้านเราสักเท่าไหร่  ปัจจับันส่วนใหญ่ที่เลี้ยงกันก็จะนำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย
 
 
 
Cherax holthuisi Orange Tip(บอททิป)
 
    ในบ้านเราเรียกกุ้งชนิดนี้ว่า Black Orange Tip  ในบ้านเราเรียกชื่อย่อว่า  BOT Tip   ลักษณะของสีนั้น  ลำตัวมีสีเขียวเข้มทะมึน  ก้ามสีเดียวกับตัว ปลายก้ามมีสีส้ม  มีลายคาดตามปล้องของลำตัว  หางมีสีส้มเหลือง  และอาจมีสีฟ้าได้ ตามแต่สภาพแวดล้อม และอาหาร
 
 
 
 
(ภาพหาในเว็บนอกไม่ได้ ขออนุญาติเจ้าของภาพในบ้านเราด้วยนะครับ)
 
 
  Black Orange Tail (เพอร์เพิล) 
 
       บ้านเราเรียกกุ้งชนิดนี้ย่อๆว่า   BOT Tail ในต่างประเทศเรียกว่า   "Black scorpion"  จากการค้นคว้าไม่มีข้อมูลเครย์ฟิชชนิดนี้เลย  ซึ่งในเว็บไซต์ก็ได้กล่าวไว้ว่า ชาวอินโดนีเซียเอง ก็ยังไม่เคยได้ยินเครย์ฟิชชนิดนี้เช่นกัน อาจกล่าวได้ว่าเป็นเพียงการเรียกชื่อทางการค้าในบ้านเรา  ตามลักษณะของสีเครย์ฟิชชนิดนี้   ลักษณะ :  มีลักษณะเหมือน Black Orange Tip  แต่ไม่มี  สีส้มคลาดตามปล้องของลำตัว   มีหางสีส้ม   สามารถเป็นสีฟ้าได้  หากเป็นสีฟ้าจะเรียกว่า "เพอร์เพิล"  ก็เป็นอีกชื่อที่ให้เรียกตามลักษณะของสีเครย์ฟิชที่ได้เช่นกัน  ซึ่งสายพันธุ์นี้ ค่อนข้างจะโตช้า  อย่างไรก็ตามสายพันธุ์นี้สามารถเพาะพันธุ์ได้ในไทยแล้ว  ก็มีให้ซื้อขายกับได้บ้างแล้วในบ้านเรา แต่ก็ยังมีจำนวนไม่มากนัก  
 
ในบางครั้ง อาจพบลักษณะของ  Black Orange Tip  ใน Black Orange Tail    ซึ่งสองสายพันธุ์นี้สามารถผสมพันธุ์กันได้
 
 
 
 
 
5. Cherax sp "Hoa Creek" (Iran Jaya, Blue Moon, Blue leg, New Red , TriColor)
      ขอกล่าวคุณลักษณะภาพรวมของ  Cherax sp "Hoa Creek" นะครับ  : มีถิ่นกำเนิดในแถบ ปาปัวนิวกีนี  และ อีเรี่ยนจาญ่า ขนาดเมื่อโตเต็มวัยประมาณ 3-4 นิ้ว อุณภูมิที่อาศัยอยู่ประมาณ 22 C ถึง 28 C  ค่า pH 6.5 - 8.5  กุ้ง กิน ระหว่าง 1% ถึง 4 % ของน้ำหนักของกุ้ง ทุกสามวัน ขึ้นอยู่กับ ระดับการใช้พลังงานของเครย์ฟิช 
เพศผู้จะมีขนาดใหญ่ และก้ามยาว กว่าเพศเมียเล็กน้อย  มีอวัยวะสืบพันธุ์ ในคู่แรกของขาเดิน ในเพศเมียมีรูสืบพันธุ์ในขาคู่ที่สามของขาเดิน 
 
การขยายพันธุ์ :  เพศเมียจะอุ้มไข่เก็บไว้ในขาว่าย ปกติจะฟักไข่ 30 ถึง 50 วัน มีขนาดของไข่ 2 mm  จะมีไข่ประมาณ 50 ถึง 100 ฟอง  เมื่อลูกกุ้งลงเดินแล้วควร หาที่หลบซ่อนให้เพียงพอ เนื่องจากสายพันธุ์นี้ มีพฤติกรรมกินกันเองเช่นกัน  
 
การดูแล :  เลี้ยงดูเหมือนเคยร์ฟิชปกติทั่วไปการเพิ่ม MgCl2.6H2O ( แมกนีเซียม คลอไรด์ เฮซาไฮเดรต) 5g / ลิตร  ลงในน้ำ จะช่วยป้องกันโรคระบาดและเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี
 
ปล. เป็นสายซี อินโด ซึ่งมักจะได้รับฉายาว่า "สายหลบ"  เนื่องจากมีนิสัยไม่ชอบออกมาปรกากฏตัวให้เห็นมากนัก จะหลบซ่อนอยู่ตลอดเวลา  และการเพาะพันในไทยก็ยังถือว่าทำได้น้อยมาก ยังไม่ประสบความสำเร็จกันมากนัก ที่พบเห็นมีลูกใน ที่ F1 - F2     ถึงอย่างไรก็ตามก็ยังเป็นที่สนใจต่อผู้เลี้ยงหลายๆ คนเช่นกัน
 
 
 
 
 
Blue Moon(บลูมูน) 
บลูมูนมีลำตัวสีน้ำเงินเข้ม มีจุดสีเทาขาวตามลำตัว  มีก้ามสีน้ำเงินเข้ม ขอบด้านนอกก้ามมีสีขาว เทา  มีขาสีน้ำเงิน  ปลายหางสีส้ม หรือเหลือง  หาซื้อได้ไม่ยากนัก  ถือได้ว่าเป็นกุ้งที่มีเสน่ห์และสวยงาม นิยมเลี้ยงในบ้านเราพอสมควร (จากการค้นคว้าไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาตร์ เป็นเพียงการเรียกตามลักษณะสีของเครย์ฟิชเท่านั้น)
 
 
 
 
Iran Jaya(อีเรี่ยน จาย่า)
   อีเรี่ยน จาย่า มีลักษณะคล้าย บลูมูน  ลำตัวสีหลักมีสีน้ำเงิน  แต่จะมีสีอมม่วงบนลำตัว  มีก้ามขนาดใหญ่สีน้ำเงินเข้ม ปลายก้ามขอบด้านนอกมีสีขาวเทา  ในต่างประเทศเรียกว่า "เรนโบว์"  เนื่องจากในตัวอาจมีสันได้มากถึง 7 สีเลยทีเดียว (จากการค้นคว้าไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาตร์ เป็นเพียงการเรียกตามลักษณะสีของเครย์ฟิชเท่านั้น)
 
 
 
 
TriColor(ไตรคัลเลอร์)
 
ก็ยังเป็นเครย์ฟิชที่ไม่ได้มีลักษณะที่ชัดเจนตายตัว  ซึ่งจากการค้นคว้า  ไม่มีข้อมูลของเครย์ฟิชชนิดนี้ ซึ่งก็อาจเป็นชื่อทางการค้าในบ้านเราเท่านั้น ลักษณะของสีที่เคยพบเห็นคือ มีขาสีน้ำเงิน ลำตัวสีน้ำตาล  มีก้ามสีน้ำเงิน แกมส้ม ถ้าดูจากลักษณะของขอบก้ามด้านนอกจะมีสีขาวเทา (จากการค้นคว้าไม่มีข้อมูลเชิงวิทยาศาตร์ เป็นเพียงการเรียกตามลักษณะสีของเครย์ฟิชเท่านั้น)
 
 
 
 
 
(ภาพหาในเว็บนอกไม่ได้ ขออนุญาติเจ้าของภาพในบ้านเราด้วยนะครับ)
 
Cherax sp "Red Brick" (New Red)
 
สายพันธุ์นี้ก็ไม่มีข้อมูลให้ค้นคว้าเช่นกัน ลักษณะของสีที่พบกันในบ้านเรา  :ลำตัวมีสีน้ำเงิน แกมม่วง ตัวลำตัว  ลักษณะของก้ามก็เช่นเดียวกันคือมีสีขาวเทา ตรงปลายก้ามด้านนอก
 
  
 
 
Cherax gherardii(Blue leg (บลูเลค))
 
จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า ข้อมูลที่ใช้เรียกเครย์ฟิชกลุ่มนี้ว่า   Blue leg ("บลูมูน" หรือ  "เรนโบว์" )   ไม่ได้เรียก  "อีเรี่ยน จาย่า"   "ไตรคัลเลอร์"   เหมือนบ้านเรา  การเรียกชื่อนั้น ซึ่งก็จะใช้เรียกตามลักษณะของสี ที่ขายกันในบ้านเรา  เครย์ฟิชกลุ่มนี้ก็ยังถือว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ได้ค้นพบ ในวงการวิทยาศาสตร์   จึงไม่มีข้อมูลให้ศึกษากันมากนัก
 
   
 
ปล. อย่างไรก็ตามเครย์ฟิชสายพันธุ์นี้ใช้เรียกชื่อตามสี  ในทางการค้าเท่านั้น  ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนในทางวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นการเรียกทางการค้าเพื่อแยกสีของ C.Hoa Creek  ก็ได้กลุ่มนี้เรียกโดยรวมว่า "Blue leg"  ซึ่งสามารถผสมพันธุ์ ข้ามสีกันได้  (สีที่เิดขึ้นมานั้นเกิดตามลักษณะของยีน)
 
 
 
 
6. Cherax peknyi (ม้าลาย)
     ม้าลาย เป็นเครย์ฟิชย์สายซีอินโด ที่นำเข้ามาสายพันธุ์แรก ซึ่งมีลักษณะของสีที่สวยงามและลงตัวมาก มีหลังสีดำ สีขาวคาดตามข้อปล้อง ในเมืองนอกเรียกว่า Tiger crayfish ซึ่งมีลักษณะคล้ายเสือ  ก้ามสีขาว  ข้อก้ามมีเฉดสีส้ม  หาได้ไม่ยากนัก ส่วนใหญ่ที่เลี้ยงกัน จะเป็นกุ้งนำเข้า  การเพาะพันธุ์ยังถือว่าเพาะได้น้อย น่าจะจบที่รุ่น F1 - F2  ถือได้ว่ายังไม่ค่อยประสบความรำเร็จกันมากนัก
 
 
 
 7. Cherax tenuimanus (Blue Marron)
 
รายละเอียด: ผู้เลี้ยงเครย์ฟิชชนิดนี้ชาวออสเตเลียได้บอกว่า เครย์ฟิชชนิดนี้จะมีสีขาว หรือเผือก  ในขณะที่โดยทั่วไปจะมีสี ดำ หรือน้ำตาล  ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆนี้  ซึ่งเป็นหนึ่งในเครย์ฟิชที่มีขนปลกคุมด้านบนของลำตัว   เครย์ฟิชชนิดนี้จะมีความแตกต่างกันทางพันธุกรรม จาก C. tenuimanus   และได้แยกเป็นอีกสายพันธุ์ใหม่เมื่อไม่นานมานี้
 
 ถิ่นอาศัย:  อาศัยอยู่ทางตะวันตกของประเทศออสเตเลีย ซึ่งอยู่ในแม่น้ำ เมอร์เรีย และแม่น้ำเคนท์  ตลอดจน ทางเหนือของแม่น้ำ แชปแมน
 
ขนาด:  เมื่อโตเต็มวัยมีขนาดได้ถึง 15 นิ้ว จนถึง 4 ปอนด์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเครย์ฟิชน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่พอสมควร
 
การเลี้ยงดู: อาหาร , จำนวน , และ อุณหภูมิ  ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโต มีความรู้สึกไวต่ออุณหภูมิที่สูงเกินไป ซึ่งอุณหภูมิในการเลี้ยงไม่ควรเกิน 27c   ตู้เลี้ยงควรมีเนื้อที่กว้าง  และมีอ๊อกซิเจนที่มากพอ ในแหล่งน้ำธรรมชาติเคยมีบันทึกว่า ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิที่สูงถึง 
 
อุปนิสัย: Cherax tenuimanus เป็นสัตว์ที่รักสันโดด และมีนิสัยก้าวร้าว และไม่ควรเลี้ยงรวมกันจนแออัดจนเกินไป เพราะตัวที่โตกว่าจะกินตัวที่เล็กกว่า
อุณหภูมิ :  16c - 22C
การผสมพันธุ์ :   การนำมาเพาะพันธุ์ ถือได้ว่าเป็นเรื่องยากมาก  และต้องการปริมาณอ๊อกซิเจนในน้ำค่อนข้างสูง ในเริ่มแรกเพศเมียจะให้ไข่เพียง 90 ฟองเท่านั้น