ระบบกรองในการเลี้ยงกุ้ง รวมถึงสัตว์น้ำต่างๆ นับได้ว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งระบบกรองจะทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรก เศษอาหารที่เหลือจากกุ้ง และขี้กุ้ง หากน้ำสกปรก หรือมีการหมักหมมมากๆ จะส่งผลให้น้ำเป็นพิษ เช่น ไนไตรท์ แอมโมเนีย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดโรคและป่วยตายได้ การมีระบบกรองที่ดี ย่อมส่งผลดี ต่อคุณภาพน้ำและกุ้งด้วยเช่นกัน    ระบบกรองมีหลายแบบซึ่งจะกล่าวถึงกรองเบื้องต้นที่นิยมใช้กันดังนี้

1. กรองฟองน้ำ

กรองฟองน้ำ และกรองเหลี่ยม ก็เป็นกรองอีกสองแบบที่มีหลักการ การทำงานคล้ายๆ กรองพื้นตู้ แต่มีการทำให้มีขนาดเล็กลง สะดวกต่อการนำออกมาทำความสะอาดมากกว่ากรองพื้น การใช้งานต้องใช้ร่วมกันกับปั้มลม แต่ไม่ต้องใช้กับกรวดปูพื้นตู้ จึงสามารถใช้กับตู้พื้นโล่งได้ แต่จากขนาดที่เล็กลงจึงทำให้ประสิทธิภาพหลายๆ ส่วนลดลงด้วย โดยเฉพาะเมื่อต้องทำความสะอาดบ่อย จึงไม่มีที่อยู่ให้แบคทีเรีย คุณสมบัติด้านกรองชีวภาพจึงหมดไป

 

 

 

2. กรองแขวน

เป็นกรองที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อื่นๆ มาร่วม คือ ทำงานเสร็จในตัวของมันเอง กรองแขวนเป็นกรองขนาดเล็กที่ ทำงานด้วยไฟฟ้าโดยการทำงานของกรองแขวนจะทำการดูดน้ำจากตู้ปลา เข้ามาในระบบกรอง และปล่อยน้ำผ่านวัสดุกรองและล้นกลับตู้ปลาในช่องน้ำล้นของระบบกรอง โดยวัสดุกรองสำหรับกรองแบบนี้ นิยมใช้เป็นวัสดุกรองกายภาพ เช่น พวกใยกรองต่างๆ

 

 

 

 

3. กรองข้าง, กรองมุม และกรองสามเหลี่ยม (กรองเพชร)

กรองแบบนี้ จะมีทั้งแบบทำขึ้นพร้อมตู้ และเป็นสำเร็จซื้อมาใส่เพิ่มทีหลังได้ แต่จะนิยมแบบทำมาพร้อมตู้มากกว่า หลักการทำงานของกรองแบบนี้ คือ น้ำจะไหลเข้ากรองจากทางช่องรับน้ำ ซึ่งปัจจุบันนิยมทำไว้ทั้งด้านล่าง และด้านบน(ผิวน้ำ) ของตู้ และไหลเข้าระบบกรองผ่านวัสดุกรองลงไปที่ปั้มน้ำด้านล่าง ปั้มจะปั้มเอาน้ำออกจากระบบกรองกลับไปในตู้ วัสดุกรองสำหรับกรองแบบนี้ สามารถใช้ได้ทั้งแบบกายภาพ เคมีและชีวภาพ

 

ประเภทของกรอง : ได้ทั้ง กรองกายภาพ, เคมี, ชีวภาพ ขึ้นกับวัสดุกรองภายใน ขนาดตู้ที่เหมาะสม : สามารถใช้ได้กับตู้ขนาดเล็ก ตั้งแต่ 24 นิ้ว จนถึง 48 นิ้ว สำหรับกรองมุม และได้ถึง 84 นิ้วสำหรับกรองข้างแบบเต็ม 

 

การบำรุงรักษา : การทำความสะอาด โดยปกติจะแบ่งเป็นส่วนๆ ขึ้นกับ ประเภทของวัสดุกรอง คือ ส่วนที่เป็นใยกรองกายภาพ ซึ่งจะต้องนำมาทำความสะอาด หรือเปลี่ยนใหม่ เป็นประจำ ซึ่งความถี่ จะขึ้นกับปริมาณของเสียในน้ำ ส่วนที่เป็นวัสดุกรองเคมี ต้องนำออกมาเปลี่ยนเป็นประจำตามอายุการใช้งานของวัสดุกรองนั้นๆ ส่วนที่เป็นวัสดุกรองชีวภาพ ต้องนำออกมาล้าง ทำความสะอาด เป็นประจำ ปกติจะต้องล้างทุกๆ 1-2 เดือน ขึ้นกับปริมาณของเสียในน้ำ 

 

ข้อดี : กรองข้างเต็มจะใส่วัสดุกรองได้มากพอสมควร, ราคาไม่แพง, กรองฝุ่นผง ได้ดี, สามารถกรองของเสียจากระดับพื้นตู้ และผิวน้ำ 

 

 

ข้อเสีย : ต้องติดตั้งอยู่ด้านข้างของตู้ จึงทำให้มุมมองไม่สวยงามนัก, เสียพื้นที่ในตู้พอสมควร, การบำรุงรักษา ทำความสะอาดยาก  เพราะต้องขึ้นไปเอาวัสดุกรองออกมาล้างจากด้านบนของตู้, ทำการดัดแปรง แก้ไข เปลี่ยนระบบยาก เพราะมันจะติดอยู่ที่ตู้, ต้องควบคุมระดับน้ำให้ดี ไม่เช่นนั้น อาจทำให้น้ำในระบบกรองแห้งจนปั้มไหม้ได้ 

 

 

 

 


(ขอขอบข้อมูลบางส่วนจาก: arohouse.com, www.siampetshop.com www.arofanatics.com www.arowanahouse.pantown.com www.atman-can-filter.pantown.com www.whitecranegroup.com )